คนเจ็นใหม่ต้องเจออะไรกับ “อีอีซี”

ข่าวอสังหา ไม่มีหมวดหมู่

คนเจ็นใหม่ต้องเจออะไรกับ “อีอีซี”

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมานายแจ็ค หม่า ประธานกรรมการบริหาร อาลีบาบากรุ๊ป ได้เดินทางมายังประเทศไทย เพื่อลงนามความร่วมมือกับรัฐบาลไทยในการพัฒนาด้านการลงทุนและเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งการลงทุนดังกล่าวของอาลีบาบามีมูลค่ากว่า 11,000 ล้านบาท ในพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี)

ไม่เพียงแต่อาลีบาบากันเงินลงทุนหมื่นล้าน แต่ยังมีอีกหลายบริษัท หลากอุตสาหกรรม ทั้งแอร์บัส ผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่ที่เข้ามาร่วมมือกับการบินไทยในการพัฒนาอุตสาหกรรมอากาศยาน หรือบีเอ็มดับเบิลยู และเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่เข้ามาลงทุนตั้งโรงงานแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า หรือบริษัทฟูจิฟิล์ม ที่จะเข้ามาลงทุนรองรับสังคมผู้สูงอายุ ในอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ และการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อดูแลผู้สูงอายุ

ทั้งนี้รัฐบาลวาดหวังให้พื้นที่อีอีซีเป็นแหล่งพลิกฟื้นเศรษฐกิจ และเป็นฐานเทคโนโลยีใหม่ของประเทศ เกิดการพัฒนาคนและความรู้ให้ก้าวทันโลกอนาคต โดยคาดการณ์ว่าการลงทุนในอีอีซีจะทำให้รายได้ประชาชาติขยายตัวไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 ต่อปี แต่ผลสำรวจจากนิด้าโพลนั้นกลับพบว่า คนไทยกว่าร้อยละ 50 ไม่รู้จัก “อีอีซี”

ทำความรู้จักอีอีซีกันอีกครั้ง

ที่มาภาพ: สไลด์ประกอบการบรรยายของ ดร.คณิศ แสงสุพรรณ

เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

แจ็ค หม่า อาจทำให้คนไทยรู้จักอีอีซีได้มากขึ้น แต่การลงทุนของแจ็ค หม่า เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือชื่อเล่นๆ ว่า อีอีซี นั้น ตั้งอยู่บนพื้นที่ในเขต 3 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการนโยบายพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

อีอีซีเป็นโครงการที่ต่อยอดจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรือ Eastern Seaboard เดิม ที่ก่อให้พื้นที่ภาคตะวันออกเป็นพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ท่าเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ ผลักให้จังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา มีค่าแรงขั้นต่ำอยู่อันดับต้นๆ ของประเทศเรื่อยมา

ทั้งนี้ ในพื้นที่อีอีซีมีอุตสาหกรรมที่จะได้รับการส่งเสริมทั้งหมด 10+1 อุตสาหกรรม คือ 5 อุตสาหกรรมเดิม (First S-Curve) อันได้แก่

    • 1) อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต
    • 2) อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
    • 3) อุตสาหกรรมเกษตรเทคโนโลยีชีวภาพ
    • 4) อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร
    5) อุตสาหกรรมกลุ่มท่องเที่ยวรายได้ดี และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

และ 5 อุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) ได้แก่

      • 1) อุตสาหกรรมหุ่นยนต์
      • 2) อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์
      • 3) อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร
      • 4) อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ

5) อุตสาหกรรมดิจิทัล

นอกจากนี้ ยังมีอุตสาหกรรมน้องใหม่ที่เพิ่มเข้ามา คือ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ที่จะอาศัยเทคโนโลยีจากอุตสาหกรรมทั้ง 10 เป็นฐานในการสร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เช่น การผลิตโดรนสำรวจทางทหาร

โดยเชื่อว่าการต่อยอดอุตสาหกรรมเดิมจะสามารถเพิ่มรายได้ให้ประชากรได้ประมาณร้อยละ 70 จากเป้าหมาย อีกร้อยละ 30 จะมาจากอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ทั้งนี้ อุตสาหกรรมทั้ง 10 +1 นั้น จะตั้งอยู่ใน 5 พื้นที่ 21 เขตส่งเสริมนิคมอุตสาหกรรมเป้าหมาย ครอบคลุมพื้นที่ 86,775 ไร่ เป็นพื้นที่ลงทุน 28,666 ไร่ และสามารถรองรับวงเงินลงทุนได้ 1.314 ล้านบาท ประกอบด้วย

  1. เขตส่งเสริมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก: เมืองการบินภาคตะวันออก หรือ Special EEC Zone: Eastern Airport City ขนาดพื้นที่ 6,500 ไร่ บริเวณสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา เพื่อยกระดับสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นศูนย์กลางการบิน รองรับผู้โดยสาร 15-35-60 ล้านคน/ปี ในระยะ 5-10-15 ปี ตามลำดับ
  2. เขตส่งเสริมนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor of Innovation: EECi) ตั้งอยู่ในบริเวณวังจันทร์วัลเล่ย์ จังหวัดระยอง ขนาด 3,000 ไร่ และบริเวณอุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ขนาดพื้นที่ 120 ไร่ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมและชุมชนด้วยการพัฒนาวิจัยและนวัตกรรม
  3. เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (Digital Park Thailand: EECd) บริเวณอำเภอศรีราชา จังหวัด ชลบุรี ขนาดพื้นที่ 709 ไร่ เพื่อขยายและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเดิมรองรับการเป็น Data Hub ของอาเซียน
  4. นิคมอุตสาหกรรม Smart Park จังหวัดระยอง พื้นที่ 1,466 ไร่
  5. นิคมอุตสาหกรรมเหมราช อีสเทิร์นซีบอร์ด แห่งที่ 4 จังหวัดระยอง พื้นที่ 1,900 ไร่

พื้นที่อีอีซีมีแผนปฏิบัติการโครงสร้างพื้นฐานรองรับการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก รวม 168 โครงการ วงเงินลงทุน 988,948.1 ล้านบาท โดยมีหลักการมุ่งพัฒนาโลจิสติกส์แบบไร้รอยต่อ (One Seamless Transport) เชื่อมโยงทั้งทางบก น้ำ อากาศ ในพื้นที่ EEC และพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ 2% ของจีดีพี หรือปีละ 200,000 ล้านบาท สามารถลดต้นทุนระยะเวลา อุบัติเหตุ ฯลฯ คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 2.1-3 ล้านล้านบาท โดยแผนปฏิบัติการแบ่งเป็น 3 ระยะ

  • ระยะเร่งด่วน ตั้งแต่ปี 2560-2561 จำนวน 99 โครงการ วงเงิน 292,882.63 ล้านบาท ได้แก่ โครงการอู่ตะเภา ระยะที่ 1, โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน, โครงการอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3, โครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3, โครงการท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3, โครงการมอเตอร์เวย์ พัทยา-มาบตาพุด, โครงการอาคารผู้โดยสาร ท่าเรือจุกเสม็ด, โครงการปรับปรุงโครงข่ายถนนสายรอง
  • ระยะกลาง ตั้งแต่ปี 2562-2564 จำนวน 62 โครงการ วงเงิน 414,360.59 ล้านบาท ได้แก่ โครงการรถไฟทางคู่ (แหลงฉบัง-มาบตาพุด-ระยอง-จันทบุรี-ตราด) โครงการก่อสร้างทางวิ่งที่ 2 ท่าอากาศยานอู่ตะเภา โครงการ Air Cargo อู่ตะเภา ระยะที่ 1 โครงการ Free Trade Zone ท่าอากาศยานอู่ตะเภา โครงการมอเตอร์เวย์ แหลมฉบัง-ปราจีนบุรี โครงการปรับปรุงโครงข่ายถนนสายรอง โครงการเพิ่มโครงข่ายทางเลี่ยงเมือง
  • ระยะต่อไปตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไป จำนวน 7 โครงการ วงเงิน 252,879.5 ล้านบาท ได้แก่ โครงการรถไฟเชื่อมอีอีซี-ทวาย-กัมพูชา โครงการ ICD ฉะเชิงเทรา โครงการ Air Cargo อู่ตะเภา ระยะที่ 2 โครงการมอเตอร์เวย์ ชลบุรี-อำเภอแกลง และโครงการเพิ่มโครงข่ายถนนรองรับเมืองใหม่

คนเจ็นใหม่ต้องเจออะไรกับอีอีซี

  • เมืองใหม่และการท่องเที่ยว

การคาดการณ์ของรัฐบาลในการสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ไปจนถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ  ทั้งทางบก ทางน้ำ  ทางอากาศ และทางราง ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้คิดเป็น 2% ของ GDP หรือปีละ 200,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สามารถลดระยะเวลาการเดินทาง และลดการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน รวมทั้งช่วยเหนี่ยวนําให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชน เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 2.1-3.0 ล้านล้านบาท

สำหรับประชาชนจะสามารถเดินทางจากสัตหีบเข้าสู่กรุงเทพฯ ได้ภายใน 1 ชั่วโมง  ทำให้พื้นที่อีอีซีกลายเป็นชานเมืองของกรุงเทพฯ คนมีคุณภาพชีวิตไม่ต่างจากเมืองหลวง

ขณะเดียวกัน คนในพื้นที่เองก็ต้องเตรียมรับมือกับทัพนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติที่จะหลั่งไหลเข้ามามากขึ้น ในอีก 4 ปีข้างหน้าจะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 1.5 เท่า คิดเป็นจำนวน 46.72 ล้านคน พื้นที่จะมีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 1.8 เท่า คิดเป็น 508,590 ล้านบาท

รัฐบาลได้วาดภาพแผนการท่องเที่ยวในภาคตะวันออกเอาไว้ด้วยความพยายามที่จะเชื่อมโยงเส้นทางจักรยานเข้ากับสนามบินและสวนของเกษตรกร รวมถึงความร่วมมือกับอาลีบาบาในการเชื่อมโยงแผนที่อิเล็กทรอนิกส์บนสมาร์ทโฟนเข้ากับร้านอาหาร ที่พัก และสินค้าอื่นๆ

“เราไม่ได้มองแค่ 3 จังหวัดในอีอีซี แต่เรามองไปถึงจังหวัดข้างเคียงอย่างจันทบุรีและตราด ที่จะสามารถเชื่อมโยงเข้ากับอีอีซีต่อไปได้อีกในอนาคต” ดร.คณิศ แสงสุพรรณ  เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกกล่าว

  • การศึกษา

อีอีซีอาจพลิกโฉมการศึกษาไทยที่ยึดติดใบปริญญา ให้ความสำคัญกับการเรียนในสายสามัญมากกว่าสายอาชีพ ซึ่ง ดร.คณิศ ตอบปัญหาต่างๆ ในเวที“ไขข้อข้องใจ มองไปข้างหน้า อนาคต EEC” ระบุว่า การศึกษาไทยมีความผิดเพี้ยนไปมาก มีประชากรวัยทำงานถึง 32% ที่ทำงานต่ำกว่าวุฒิ มีคนจบปริญญาตรีแล้วว่างงานประมาณ 30% ขณะที่ภาคธุรกิจในพื้นที่ 3 จังหวัดอีอีซี กลับขาดแคลน “ช่าง” กว่า 50,000 ตำแหน่ง

อาชีวศึกษาจึงเป็นแกนการพัฒนาตอบโจทย์ความต้องการของอีอีซี โดยได้มีการคัดเลือก 12 สถานศึกษาอาชีวะที่มีการจัดการเรียนการสอนที่ตอบโจทย์ S curve ของรัฐและความต้องการของการลงทุนยุคใหม่ มาเป็นแกนในการขับเคลื่อน โดยความร่วมมือจากสำนักงานอีอีซี บีโอไอ และผู้ประกอบการ นักลงทุนในพื้นที่ในการทำ “สัตหีบโมเดล” ผลิตบุคลากรให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงาน

นอกจากนี้ ในพื้นที่อีอีซียังมีการกำหนดพื้นที่สนับสนุน เช่น เขตเฉพาะที่จะจูงใจให้ต่างชาติเข้ามาตั้งสถาบันการวิจัยและพัฒนา รวมถึงพื้นที่ที่จะสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาด้านดิจิทัล การให้สิทธิประโยชน์กับสถาบันการศึกษาระดับโลกมาเปิดการเรียนการสอนในสาขาวิชาที่เป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรม ไปจนถึงการอำนวยความสะดวกให้กับผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ เข้ามาทำงานในอีอีซีได้ง่ายขึ้น นานขึ้น เพื่อถ่ายทอดความรู้ให้กับคนไทย

  • การจ้างงาน

ในระยะเวลา 5-6 ปีที่ผ่านมา ค่าแรงขั้นต่ำของทั้ง 3 จังหวัดอีอีซี เพิ่มขึ้นกว่า 50 บาท รวมทั้งคณะกรรมการค่าจ้างยังเตรียมนำร่องในพื้นที่ 3 จังหวัดนี้ ในการกำหนด “อัตราค่าจ้างลอยตัว” ในอนาคตอีกด้วย ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมซ่อมอากาศยานที่อีอีซีให้การสนับสนุน ก็กำลังจะเปิดตลาดช่างเงินเดือนหลักแสน และขยายโอกาสการทำงานของช่างซ่อมอากาศยานไปในระดับสากล เนื่องจากอุตสาหกรรมการบินมีแนวโน้มที่จะขายตัวอย่างต่อเนื่องไปในอีก 20 ปีข้างหน้า

หลายคนอาจวาดภาพอีอีซีเป็นแหล่งจ้างงานชั้นยอดที่จะรองรับตลาดแรงงานไทยได้อย่างมหาศาล มีค่าแรงราคาสูง แต่สิ่งที่คิดอาจไม่ง่ายเช่นนั้น เนื่องจากอุตสาหกรรมที่จะเข้ามาล้วนเป็นเรื่องของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่ต้องการแรงงานมีฝีมือ (Skilled Labor) และการที่ พ.ร.บ.อีอีซี นั้นจูงใจนักลงทุนด้วยการเปิดให้สามารถนำแรงงานมีฝีมือต่างชาติเข้ามาได้ แม้จะเป็นการสนับสนุนการเรียนรู้งานของคนไทย แต่ตำแหน่งงานก็ลดลงไปด้วยเช่นกัน และไม่เพียงการแก่งแย่งงานกับคน เทคโนโลยีสมัยใหม่เองก็ลดทอนแรงงานมนุษย์ไปมหาศาล

สิ่งเหล่านี้กำลังจะมาลบภาพของ “สาวโรงงาน” ที่ใช้แรงแลกเงิน (Unskilled Labor) ออกไป ซึ่งคนไทยอาจต้องเริ่มตระหนัก ปรับตัว และเปลี่ยนทัศนคติด้านการศึกษาเพื่อรับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น

  • สิ่งแวดล้อม

อีอีซีอาจต้องใช้เวลาในการก่อร่างสร้างตัวอีกหลายปีกว่าจะเติบโตเต็มรูปแบบ ซึ่งผลสะท้อนจากโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดเดิมนั้นคือปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลภาวะจากโรงงานอุตสาหกรรม นักสิ่งแวดล้อมต่างเป็นกังวลว่าปัญหาดังกล่าวจะวนเวียนกลับมาอีกครั้งเนื่องจากพื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรมครั้งนี้เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนน้ำ เพราะพื้นที่ดังกล่าวมีความจำเป็นต้องใช้น้ำทั้งในภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือนไปจนถึงพื้นที่การเกษตร ซึ่งมีความต้องการใช้น้ำกว่า 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตร

จากการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรระหว่างวันที่ 5-6 กุมภาพันธ์ 2561 ที่มีการพิจารณาแหล่งน้ำเพื่อรองรับอุตสาหกรรมในอีอีซี ดร.คณิศ ยืนยันว่ามีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับอีอีซีอย่างแน่นอน โดยจะมีการพัฒนาแหล่งน้ำเดิม เพื่อเพิ่มน้ำต้นทุนในระบบให้มากขึ้น และในอนาคตอาจนำเทคโนโลยี “รีไซเคิลน้ำ” มาใช้ร่วมด้วย

ด้านไฟฟ้าที่คาดว่าในปี 2578 พื้นที่อีอีซีจะต้องการใช้ไฟฟ้ากว่า 5,000 เมกะวัตต์ ดร.คณิศ ยังคงยืนยันว่าไทยสามารถปรับตัวและรับมือได้ทัน ปัญหาที่น่ากังวลอยู่ที่คุณภาพของไฟฟ้ามากกว่า ขณะที่ปัญหาขยะที่เป็นปัญหาเรื้อรังมาตั้งแต่ต้นนั้น เพียงว่าจะต้องดำเนินการแยกขยะให้ได้ทั้งระบบ

“เราขีดเส้นใต้แล้วว่าจะไม่รับของใหม่ รัฐบาลได้ประกาศพื้นที่การส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเดิมที่มีอยู่แล้วเท่านั้น ซึ่งเคยผ่านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมมาแล้ว โดยได้เลือกประกาศส่งเสริมในเขตนิคมอุตสาหกรรมที่มีมาตรฐานดี 21 แห่ง จาก 31 แห่งที่มีอยู่เดิม ซึ่งใน 5 อุตสาหกรรมเป้าหมายเดิมของเรา อย่างพวกยานยนต์ ก็จะมุ่งไปที่ยานยนต์ไฟฟ้า กลุ่มอิเลกทรอนิกส์ก็จะมุ่งไปทางระบบอินเทอร์เน็ต IoT (Internet of Things) ส่วน 5 อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ ก็จะมีอย่างอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ดิจิทัล จะเห็นได้ว่าพวกนี้ไม่ใช่ธุรกิจหรืออุตสาหกรรมที่จะไปทำลายสิ่งแวดล้อม ส่วนของเก่าก็มาค่อยๆ แก้ทีละอัน” ดร.คณิศ กล่าว

 

ขอบคุณข้อมูล : thaipublica